3 ต้องหัวแตกเพราะความรวยของพ่อ
posted on 11 May 2008 21:12 by indrasena
ผมได้เงินไปกินขนมที่โรงเรียนวันละ 5 บาทในขณะที่เพื่อนบางคน ได้เพียง 1 บาท และหลายคน
ไม่มีเงินไปกินขนมโรงเรียน นักเรียนในยุคนั้นจะห่อข้าวไปกินที่โรงเรียนทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผม ซึ่งจะเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่ อาหารดีๆ ทุกวัน แต่ผมไม่ได้ชอบกินอาหารเหล่านี้หรอกครับ ผมชอบกินข้าวเหนียว
จิ้มกับแจ่วบองที่เพื่อนห่อมามากกว่า
แต่ละวันตอนเช้าผมจะไปที่กงสี(ที่ทำการของโรงเลื่อย) ที่นั่นจะมีอาหารให้ผมเลือกมากมาย เพราะต้องทำอาหารเลี้ยงพนักงานในกงสี ปินโตของผมมีขนาดใหญ่เถา 4 ใบ ใส่แต่กับข้าวเต็มไปหมด
ผมไม่ใส่ข้าวจ้าวไปเพราะผมจะไปกินข้าวเหนียว กับแจ่วบองของเพื่อน และเพื่อนผมก็ไม่กินข้าวจ้าว
อาแป๊ะที่เป็นพ่อครัวถามว่า
“อาตี๋ลื้อจะเอากับข้าวไปทำไมเยอะแยะ ลื้อกินหมดเหรอท้องเล็กนิดเดียว..?”
“อั๊วะจะเอาไปเผื่อเพื่อนที่โรงเรียนครับอาแป๊ะ เพื่อนอั๊วะมีเยอะ”
“ดีแล้ว เอาไปเยอะ ๆ ที่กงสีนี่ถ้าไม่พอเดี๋ยวอั๊วะทำใหม่ได้”
ตอนเที่ยงเราจะล้อมวงกินข้าวกัน ผมจะให้เงินเพื่อนไปซื้อก๊วยเตี๋ยวมา 3-4 ชาม 2 บาท
(ชามละ 50 สตางค์) เพื่อซดแทนน้ำแกงพวกเรากินอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย ผมว่าเป็นความสุข
ที่สุดในชีวิตก็ว่าได้
ผมและเพื่อน ๆ ก็ปฏิบัติแบบนี้ทุกๆ ครั้ง และแล้วเรื่องก็เกิดขึ้นจนได้ ระฆังดังส่งสัญญาณว่าพักเที่ยง
พวกเราก็มารวมตัวกันที่เดิม แต่ปรากฏว่ามีคนจับจองสถานที่ที่พวกเราเคยนั่งล้อมวงกินข้าวแล้ว
โดยนักเรียนอีกห้องหนึ่งมีหัวโจก คือ ไอ้พงษ์ มันเป็นลูกเจ๊กในตลาด ถึงแม้ครอบครัวผมจะมีเชื้อสายจีน
แต่อยู่นอกตัวอำเภอ 6 กิโลเมตร มักจะถูกเรียกว่า พวกโรงเลื่อยหรือเจ๊กโรงเลื่อย ชาวจีนส่วนใหญ่
เป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองจะถูกเรียกว่า เจ๊กตลาด ผมและเพื่อนเดินเลี่ยงกลุ่มพวกมันเพื่อไปหาที่กินข้าวใหม่ ได้ยินเสียงไอ้พงษ์พูดเสียงดังว่า
“ไอ้ลูกเจ๊กขบถ”
ผมรู้ว่ามันพูดใส่ผมเพราะในกลุ่มเพื่อนมีผมเป็นลูกเจ๊กเพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นคนอีสานลูกหลาน
คนในโรงงานและเพื่อนที่เป็นชาวภูไทซึ่งมาจากบ้านหนองห้าง บ้านกุดหว้า บ้านแจนแลน ผมตอบโต้กลับไป
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย”
“ทำไมนายไม่มากินข้าวกับเราซึ่งเป็นลูกเจ๊กด้วยกัน ดันไปกินข้าวกับไอ้พวกลาวนั้น”
กลุ่มเพื่อนของมันเป็นลูกพ่อค้าในตลาดที่มีฐานะดีและลูกข้าราชการ
“นายมันลูกเจ๊กตลาด เรามันลูกเจ๊กโรงเลื่อยก็ต้องกินข้าวกับเพื่อนที่อยู่โรงเลื่อยด้วยกันซิวะ”
“เฮ้ย…..กินข้าวกันเถอะอย่ามีเรื่องกันเลย”
ไอ้เฒ่าเดินมาจูงมือผมให้ไปนั่งในกลุ่มเพื่อนซึ่งกำลังตั้งวงกินข้าว ห่างจากกลุ่มของไอ้พงษ์ประมาณ 20 เมตร ผมกำลังนั่งลงเพื่อจะเปิปข้าวเหนียวกับแจ่วบองก็ได้ยินเสียงของไอ้บรรลือ กับไอ้ธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ไปซื้อก๊วยเตี๋ยวส่งเสียงมาแต่ไกล
“มาแล้วครับ ก๊วยเตี๋ยวอร่อย…อร่อย….กำลังร้อน..ร้อน..จ้า…”
ไอ้บรรลือชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าตรงหน้ามันไม่ใช่ พวกผม ทางนี้โว๊ย….เพื่อนในกลุ่มผมตะโกนเรียก มันหันมามองและกำลังเดินอ้อมกลุ่มของไอ้พงษ์มา ทันใดนั้นมันก็หัวคะมำชามก๊วยเตี๋ยวหลุดลอยออกจากมือ ร่วงลงพื้นทั้ง 2 ชาม ไอ้บรรลือร้องไห้เสียงดังลั่น หน้าเปื้อนดินปากตุ่ยเท่าลูกพุทราเลือดออกซิบ ๆ
“ไอ้พงษ์มันขัดขากู กูจะฟ้องคุณครูให้ตีพวกมึง”
ว่าพลางก็ปัดฝุ่นออกจากตัว เตรียมเดินไปห้องพักครู
“มึงฟ้องยังไงจ้างให้ครูก็ไม่ตีกูหรอก เพราะเตี่ยกูรวย”
ไอ้พงษ์ตะโกนท้าทาย ไอ้บรรลือหยุดชะงักเหมือนจะเชื่อตามที่มันพูด
“งั้นมึงก็กินไอ้นี่ก็แล้วกัน”
ไอ้ธรรมนูญ สาดก๊วยเตี๋ยวที่ถือมาทั้ง 2 ชามใส่ไอ้พงษ์ มันร้องจ๊ากสุดเสียงด้วยความร้อน แต่ก็ยังกระโดดตะปบที่คอไอ้ธรรมนูญไว้แน่นปากก็ร้องว่า
“มึงตาย …มึงตาย”
มันบีบคอไอ้นูญสุดแรงเกิด ไอ้นูญตาเหลือกหายใจดังคร่อกๆ เหมือนจะขาดใจตาย ผมกับไอ้เฒ่า
รีบกระโดดเข้าไปแกะมือไอ้พงษ์ ได้ยินเสียงไอ้พงษ์คำรามพร้อมซู๊ดปากด้วยความร้อนตลอดเวลา ออกแรงขนาดไหนก็แกะมือมันไม่ออก มันตัวใหญ่กว่าไอ้ตุ๊ต๊ะเกือบเท่าตัว เป็นนักเรียนตัวใหญ่ที่สุด
ในโรงเรียนใหญ่กว่ารุ่นพี่ ชั้น ป.7 อีกจึงมีเรี่ยวแรงมหาศาล ผมตัดสินใจชกไปที่เบ้าตามัน 2 ที ได้ผลครับมันปล่อยมือออกจากไอ้นูญแล้วหันไปคว้าคอผมแทน
“มึงตายไอ้เจ๊กขบถ เสือกต่อยตากู”
มันคำรามพร้อมทั้งบีบคอผมแน่น แรงบีบมีเพิ่มมากขึ้นทุกที (มันหายร้อนแล้วจึงไม่ต้อง
แบ่งพลังไปบรรเทาความร้อน ใช้พลังจัดการกับผมเต็มที่)
ผมหน้ามืดหายใจไม่ออกมองอะไรไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงเพื่อนๆ เรียกให้คุณครูมาช่วย คิดอยู่ในใจว่า
ผมคงตายด้วยน้ำมือไอ้พงษ์แน่ ๆ ก่อนจะหมดลมหายใจผมก็ได้ยินเสียงดัง
เพล้ง… เพล้ง...
ไอ้พงษ์หัวทิ่มเลือดสาดกระจาย ร่างร่วงลงไปกองบนพื้น มันรีบลุกขึ้นมา พอมองเห็นเลือดของตัวเอง
มันก็กลับลงไปทรุดนั่งเช่นเดิม ร้องไห้เสียงดังอย่างกับควายถูกเชือด
“แหง่……แหง่…... กูจะฟ้องเตี่ยกูให้มาฆ่าพวกมึง”
ไอ้บรรลือสำเร็จโทษมันเองครับ ด้วยชามตราไก่ใส่ก๊วยเตี๋ยวที่ไอ้พงษ์แกล้งเอาขาขัด
จนไอ้บรรลือล้มก๊วยเตึ๋ยวหกเรี่ยราด มันบอกผมว่ามันฟาดสุดแรงเกิด เพราะกลัวไอ้พงษ์ไม่ปล่อยมือจากผม
จนชามแตกกระจาย
พวกเราถูกคุณครูวชิระตีกันถ้วนหน้าแถมไม่ได้กินข้าวเที่ยงเพราะสุนัขรับประทานแทนพวกเราจนหมด
โทษฐานมัวแต่ทะเลาะกัน ผมว่าไอ้พงษ์มันคงเสียใจแน่ๆ ที่ขู่ไอ้บรรลือว่าครูไม่ตีมันหรอก
เพราะเตี่ยมันรวย ไม่งั้นมันคงมีแค่รอยไม้เรียว 2-3 รอย ไม่ต้องหัวแตกแบบนี้
อาจกล่าวได้ว่าไอ้พงษ์ต้องหัวแตกเพราะความรวยของพ่อมันนั่นเอง….