2 ฝากลายให้รู้ว่ากูแน่ไม่แพ้ ป.7
posted on 11 May 2008 21:06 by indrasena
ด้านหลังโรงเรียนเป็นป่าเนื้อที่ประมาณ 50-60 ไร่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดแต่ละต้นสูงใหญ่ ใบปกคลุมไม่ให้แดดส่องลงพื้นดินทำให้มีหญ้าขึ้นประปราย เป็นสถานที่ประลองกำลังระหว่างพักเที่ยง
ของเด็กผู้ชาย เรามักจะแบ่งฝ่ายกันเล่นคาราเต้ ซึ่งก็เล่นกันแบบเต็มที่ยั้งมือนิดหน่อย ทำให้เห็นรอยรองเท้า
นักเรียน รอยฝ่ามือติดตามเสื้อของแต่ละคน ขณะที่ผมกำลังหลบซ่อนฝ่ายตรงข้ามอยู่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ พวกมันไม่รู้หายหัวไปไหนหมด จึงเดินออกจากที่หลบซ่อนเห็นพวกเพื่อนที่เล่นคาราเต้ล้อมวงอยู่ใต้ถุน
บ้านภารโรง ได้ยินแต่เสียง
สู้... สู้... สู้...
ไอ้พวกเวรเลิกเล่นก็ไม่บอก ผมเดินเข้าไปยังกลุ่มพวกมัน เห็นรุ่นพี่ชั้น ป.7 ประมาณ 3-4 คน พากันยืนล้อมไอ้ตุ๊ต๊ะ หนึ่ง ในจำนวนนั้นกำลังเอามือตบไปที่หัวของไอ้ตุ๊ตะไปมาตลอดเวลาปากก็พูดว่า
“มึงสู้กูซิวะ”
“ผมไม่สู้พี่หรอกครับพี่อยู่ชั้น ป.7 ผมอยู่แค่ชั้น ป.5″
ไอ้ตุ๊ตะอ้อนวอนไม่ขอมีเรื่อง(เด็กสมัยนั้นมักจะกลัวศักดิ์ศรีกันตามระดับชั้นที่เรียน แต่ไม่ใช่ผม)
ผมรีบวิ่งเพื่อจะเข้าไปช่วยเพื่อน ขณะที่ผมยังวิ่งเข้าไปไม่ถึง รุ่นพี่ชั้น ป.7 คนนั้นก็ประกาศศักดาตะโกน
ไปทางกลุ่มเพื่อนของผมที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆว่า
“เฮ้ย…พวกมึงอยู่เฉยทำไมเข้ามาช่วยมันหน่อยซิ”
ผมวิ่งไปถึงพอดีปัดมือรุ่นพี่ ป.7 ออกจากหัวไอ้ตุ๊ต๊ะเห็นมันก้มหน้าหัวหูแดงเถือกไปหมด
“พี่พอเถอะครับอย่ามีเรื่องกันเลย”
ผมยืนขวางระหว่างรุ่นพี่คนนั้นกับไอ้ตุ๊ต๊ะ รุ่นพี่คนนั้นยืนจ้องหน้าผม หัวผมสูงแค่ปลายคางของมัน กลัวก็กลัวแต่ก็แข็งใจมองหน้ามันไม่ยอมหลบ มันยืนจ้องหน้าผมแล้วถามว่า
“มึงเป็นใครวะ..?”
“ผมเป็นเพื่อนมันครับ”
ผมพยายามพูดดีด้วย เพื่อให้เหตุการณ์มันจบลงอย่างสันติ
“มึงหลีกไปกูไม่ได้มีเรื่องกับมึง”
“ก็พี่บอกให้ผมเข้ามาช่วยมันผมก็มาแล้วไง”
“กูไม่ได้หมายถึงมึงแต่กูหมายถึงไอ้พวกนั้น”
พลางชี้มือไปยังกลุ่มเพื่อนของผมที่ล้อมวงยืนดูอยู่ห่างๆ
“มึงจะหลีกหรือไม่หลีก ไอ้นี่วอนเจ็บตัวซะแล้ว”
พลางเงื้อมือขึ้นจะตบหน้าผม มือยังไม่ถึงหน้าผมมันก็หงายหลังนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นเอามือกุมปาก ผมต่อยตั้งแต่มันเงื้อมือขึ้นแล้วครับ มันนั่งร้องไห้แหกปากให้เพื่อน 3-4 คนของมันรุมกระทืบผม เราต่อสู้กันชุลมุนไม่รู้ใครเป็นใคร รุ่นพี่เหล่านั้นเจ็บตัวสะบักสะบอม ก็มันมีแค่ 4 พวกผมมีตั้ง 20-30 คน
(ไอ้พวกเพื่อนขี้ขลาดถือโอกาสร่วมผสมโรงด้วย) พวกเราถูกครูวชิระตียกห้อง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิด
ความสามัคคีในหมู่เพื่อนผม อย่างเหนียวแน่นทำให้รุ่นพี่ไม่กล้ามาราวีอีก
จนเท่าทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้ตุ๊ต๊ะไปมีเรื่องกับรุ่นพี่เหล่านั้นได้อย่างไรภายหลังไอ้ตุ๊ต๊ะไปเป็นตำรวจ 191 ในกรุงเทพฯ เวลากลับมาบ้านชอบชวนผมไปนั่งเป็นเพื่อนดูมันกินเหล้า ตัวมันใหญ่อย่างกับหมีควาย
สูงเกือบ 180 เซ็นติเมตร เวลาเมาชอบคุยเสียงดัง ชอบโอ้อวด ผมต้องคอยเตือนมันอยู่ตลอดเวลา
กลัวโต๊ะข้างๆ เขม่นเอา
“มึงก็รู้กูไม่เคยกลัวใคร ไม่ว่าหน้าไหนถ้าแหยมเข้ามาเป็นต้องเจอดีแน่”
มันคุยอวดเก่งให้ผมฟัง สักพักเหมือนมันนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดกับผมด้วยเสียงเบาๆว่า
“แต่กูกลัวชั้น ป.7 วะ”
พูดแล้วมันก็หัวเราะพอใจ
“แต่ที่กูกลัวที่สุดคือ มึง…กูกลัวใจของมึงวะ…นี่เวลากูส่องกระจกเห็นรอยแผลเป็นที่ตากูทีไร ทำให้กูนึกถึงแต่มึงขึ้นมาทันที”
“อ๋อ…มึงนึกถึงรอยแผลเป็นที่กูฝากไว้เลยคิดอยากจะเอาคืนใช่ไหม”
“เฮ้ย…ไม่ใช่อย่างนั้น..! อย่าเข้าใจผิด แผลเป็นอันนี้ทำให้กูได้เพื่อนที่ดีอย่างมึงต่างหาก”
ปัจจุบันหลังจากมีเรื่องต่อยปากสารวัตรจนถูกไล่ออกจากตำรวจ มันก็ไปบวชเป็นพระที่ปฏิบัติธรรม
อย่างเคร่งครัด มีลูกศิษย์ให้ความเคารพกราบไหว้มากมาย สาธุ ขออย่าได้ลาสิกขาออกมาอีกเลย..!
ของเด็กผู้ชาย เรามักจะแบ่งฝ่ายกันเล่นคาราเต้ ซึ่งก็เล่นกันแบบเต็มที่ยั้งมือนิดหน่อย ทำให้เห็นรอยรองเท้า
นักเรียน รอยฝ่ามือติดตามเสื้อของแต่ละคน ขณะที่ผมกำลังหลบซ่อนฝ่ายตรงข้ามอยู่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ พวกมันไม่รู้หายหัวไปไหนหมด จึงเดินออกจากที่หลบซ่อนเห็นพวกเพื่อนที่เล่นคาราเต้ล้อมวงอยู่ใต้ถุน
บ้านภารโรง ได้ยินแต่เสียง
สู้... สู้... สู้...
ไอ้พวกเวรเลิกเล่นก็ไม่บอก ผมเดินเข้าไปยังกลุ่มพวกมัน เห็นรุ่นพี่ชั้น ป.7 ประมาณ 3-4 คน พากันยืนล้อมไอ้ตุ๊ต๊ะ หนึ่ง ในจำนวนนั้นกำลังเอามือตบไปที่หัวของไอ้ตุ๊ตะไปมาตลอดเวลาปากก็พูดว่า
“มึงสู้กูซิวะ”
“ผมไม่สู้พี่หรอกครับพี่อยู่ชั้น ป.7 ผมอยู่แค่ชั้น ป.5″
ไอ้ตุ๊ตะอ้อนวอนไม่ขอมีเรื่อง(เด็กสมัยนั้นมักจะกลัวศักดิ์ศรีกันตามระดับชั้นที่เรียน แต่ไม่ใช่ผม)
ผมรีบวิ่งเพื่อจะเข้าไปช่วยเพื่อน ขณะที่ผมยังวิ่งเข้าไปไม่ถึง รุ่นพี่ชั้น ป.7 คนนั้นก็ประกาศศักดาตะโกน
ไปทางกลุ่มเพื่อนของผมที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆว่า
“เฮ้ย…พวกมึงอยู่เฉยทำไมเข้ามาช่วยมันหน่อยซิ”
ผมวิ่งไปถึงพอดีปัดมือรุ่นพี่ ป.7 ออกจากหัวไอ้ตุ๊ต๊ะเห็นมันก้มหน้าหัวหูแดงเถือกไปหมด
“พี่พอเถอะครับอย่ามีเรื่องกันเลย”
ผมยืนขวางระหว่างรุ่นพี่คนนั้นกับไอ้ตุ๊ต๊ะ รุ่นพี่คนนั้นยืนจ้องหน้าผม หัวผมสูงแค่ปลายคางของมัน กลัวก็กลัวแต่ก็แข็งใจมองหน้ามันไม่ยอมหลบ มันยืนจ้องหน้าผมแล้วถามว่า
“มึงเป็นใครวะ..?”
“ผมเป็นเพื่อนมันครับ”
ผมพยายามพูดดีด้วย เพื่อให้เหตุการณ์มันจบลงอย่างสันติ
“มึงหลีกไปกูไม่ได้มีเรื่องกับมึง”
“ก็พี่บอกให้ผมเข้ามาช่วยมันผมก็มาแล้วไง”
“กูไม่ได้หมายถึงมึงแต่กูหมายถึงไอ้พวกนั้น”
พลางชี้มือไปยังกลุ่มเพื่อนของผมที่ล้อมวงยืนดูอยู่ห่างๆ
“มึงจะหลีกหรือไม่หลีก ไอ้นี่วอนเจ็บตัวซะแล้ว”
พลางเงื้อมือขึ้นจะตบหน้าผม มือยังไม่ถึงหน้าผมมันก็หงายหลังนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นเอามือกุมปาก ผมต่อยตั้งแต่มันเงื้อมือขึ้นแล้วครับ มันนั่งร้องไห้แหกปากให้เพื่อน 3-4 คนของมันรุมกระทืบผม เราต่อสู้กันชุลมุนไม่รู้ใครเป็นใคร รุ่นพี่เหล่านั้นเจ็บตัวสะบักสะบอม ก็มันมีแค่ 4 พวกผมมีตั้ง 20-30 คน
(ไอ้พวกเพื่อนขี้ขลาดถือโอกาสร่วมผสมโรงด้วย) พวกเราถูกครูวชิระตียกห้อง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิด
ความสามัคคีในหมู่เพื่อนผม อย่างเหนียวแน่นทำให้รุ่นพี่ไม่กล้ามาราวีอีก
จนเท่าทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้ตุ๊ต๊ะไปมีเรื่องกับรุ่นพี่เหล่านั้นได้อย่างไรภายหลังไอ้ตุ๊ต๊ะไปเป็นตำรวจ 191 ในกรุงเทพฯ เวลากลับมาบ้านชอบชวนผมไปนั่งเป็นเพื่อนดูมันกินเหล้า ตัวมันใหญ่อย่างกับหมีควาย
สูงเกือบ 180 เซ็นติเมตร เวลาเมาชอบคุยเสียงดัง ชอบโอ้อวด ผมต้องคอยเตือนมันอยู่ตลอดเวลา
กลัวโต๊ะข้างๆ เขม่นเอา
“มึงก็รู้กูไม่เคยกลัวใคร ไม่ว่าหน้าไหนถ้าแหยมเข้ามาเป็นต้องเจอดีแน่”
มันคุยอวดเก่งให้ผมฟัง สักพักเหมือนมันนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดกับผมด้วยเสียงเบาๆว่า
“แต่กูกลัวชั้น ป.7 วะ”
พูดแล้วมันก็หัวเราะพอใจ
“แต่ที่กูกลัวที่สุดคือ มึง…กูกลัวใจของมึงวะ…นี่เวลากูส่องกระจกเห็นรอยแผลเป็นที่ตากูทีไร ทำให้กูนึกถึงแต่มึงขึ้นมาทันที”
“อ๋อ…มึงนึกถึงรอยแผลเป็นที่กูฝากไว้เลยคิดอยากจะเอาคืนใช่ไหม”
“เฮ้ย…ไม่ใช่อย่างนั้น..! อย่าเข้าใจผิด แผลเป็นอันนี้ทำให้กูได้เพื่อนที่ดีอย่างมึงต่างหาก”
ปัจจุบันหลังจากมีเรื่องต่อยปากสารวัตรจนถูกไล่ออกจากตำรวจ มันก็ไปบวชเป็นพระที่ปฏิบัติธรรม
อย่างเคร่งครัด มีลูกศิษย์ให้ความเคารพกราบไหว้มากมาย สาธุ ขออย่าได้ลาสิกขาออกมาอีกเลย..!