1 ต่อยตีจึงได้เป็นเพื่อน
posted on 11 May 2008 16:43 by indrasena
พ่อผมเป็นหลงจู๊(ผู้จัดการโรงเลื่อย)อพยพครอบครัวมาทำงานโรงเลื่อยที่ อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ การบริหารงานในโรงเลื่อยจะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ 1 ส่วนที่เป็นโรงงานทำการผลิต 2 ส่วนที่เป็นสำนักงาน(กงสี) สำหรับให้ลูกค้ามาติดต่อ มีผู้จัดการ รองผู้จัดการ เสมียน ฝ่ายการเงิน การบัญชี เหมือนห้างร้านบริษัทโดยทั่วไป พ่อผมเป็นแค่ผู้จัดการเจ้าของเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทย เจ้าของโรงเรียนปานะพันธุ์ นานๆ จึงจะมาดูโรงงานปล่อยให้พ่อผมเป็นคนดูแลจัดการในทุกเรื่องเพราะเชื่อใจ
ในความซื่อสัตย์ของพ่อผม
บริเวณโดยรอบโรงเลื่อย จะมีบ้านพักคนงาน ซึ่งจะมีอยู่ 3 ที่ คือ บริเวณด้านหน้าโรงเลื่อย
ด้านข้างของโรงเลื่อยและในรั้วโรงเลื่อย ผมมีพี่น้อง 5 คน พวกเราย้ายมาเข้าโรงเรียนที่นี่กันหมดทุกคน
ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนกุฉินารายณ์อยู่ชั้น ป.5 อยู่ห่างจากโรงเลื่อย 2 กิโลเมตร
ที่โรงเรียนจะมีแท๊งก์น้ำที่ทำจากเหล็กมีก็อกน้ำทองเหลือง เวลาจะกินต้องใช้มือรองน้ำ
แล้วก้มตัวลงดื่มกิน วางเป็นจุดๆ ให้นักเรียนได้ใช้ดื่มกิน ขณะที่ผมกำลังใช้มือรองน้ำดื่มกินเพื่อดับกระหาย ผมก็ถูกเบียดจากนักเรียนคนหนึ่ง รูปร่างอ้วน คอตัน รู้แต่ชื่อเล่นว่า ตุ๊ต๊ะ
“เฮ้ย… รอคิวหน่อยซิวะ..!” ผมตะโกนใส่มันด้วยความไม่พอใจ
เห็นมันแหงะหน้าขึ้นมามองผมนิดหนึ่ง แล้วก็ก้มหน้าดื่มน้ำต่อไปแบบไม่สนใจผม ฉุนกึกมือไวกว่าใจ ตบลงไปที่คอตันๆ มันร้องจ๊ากสุดเสียง เงยหน้าขึ้นมา่เลือดไหลออกจากแผลแตกใต้ขอบตาซ้าย (หน้ามันทิ่มกับก็อกทองเหลืองจนขอบตาล่างแตกยังเห็นรอยแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้)
ผมตกใจตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกนึกไม่ถึงว่า เรื่องจะรุนแรงถึงขนาดนี้ แค่อารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ
ที่ถูกเอาเปรียบถึงกับทำให้ มีเหตุการณ์เลือดตกยางออก
ผมถูกคุณครูวชิระ(นักเรียนเรียกครูหนวดหิน) ครูฝ่ายปกครองเฆี่ยนไป 3 ที เพื่อน ๆ ในห้องบอกว่า
พ่อมันเป็นทหาร(สัสดี)ระวังจะมาเอาเรื่อง ผมก็กลัวตามประสาเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน แต่งชุดนักเรียน
ออกจากบ้านไปนั่งเล่นในป่าละเมาะคนเดียว
3-4 วันหาเก็บลูกต้อยติ่งในป่ากิน พอบ่าย 3 โมง ก็กลับทำทีเป็นว่ากลับมาจากโรงเรียน
เย็นวันหนึ่งครูวชิระก็มาหาที่บ้านถามคุณพ่อผมว่าทำไมผมไม่ไปโรงเรียนตั้งหลายวัน
“ก็เห็นมันแต่งตัวออกจากบ้านไปโรงเรียนทุกวันนี่ครับ คุณครู..”
เรียกผมมาสอบถามหาความจริงผมกลัวจนเกือบเยี่ยวราด(ในชีวิตกลัวพ่อที่สุด)วันนี้ต้องเจ็บตัวแน่ๆ
ไหนจะมีเรื่องชกต่อยแถมยังขาดโรงเรียนต้องขอขอบคุณ คุณครูวชิระที่ขอร้องไม่ให้พ่อลงโทษผม
“เฮียไม่ต้องตีเด็กนะ ผมลงโทษมันแล้ว ส่วนเรื่องผู้ปกครองเด็กที่เจ็บพอเขารู้ว่าเป็นลูกของเฮีย เขาก็ไม่เอาเรื่องราวอะไร”
หลังจากนั้นผมก็ไปโรงเรียนตามปกติ เลิกเรียนของวันหนึ่งผมเดินออกโรงเรียนทางประตูทิศตะวันออก
เห็นเด็กนักเรียน 2 คน ยืนดักที่หน้าประตูหนึ่งในนั้นเป็น ไอ้ตุ๊ต๊ะ ผ้าก็อตยังติดที่ตามันอยู่เลย ผมรู้ในนาทีนั้นว่าจะต้องเกิดเรื่องแน่ ๆ จะหันหลังกลับก็อายกลัวมันจะหาว่าขี้ขลาด แข็งใจเดินหน้าต่อไป ยิ่งเดินเข้าใกล้มันผมระวังตัวเต็มที่ กำลังสองจิตสองใจว่าจะเล่นงานมันก่อนดีไหมเพราะมันมาตั้งสองคน คงสู้มันไม่ได้ เล่นงานมันก่อนถึงจะแพ้แต่ก็ยังได้ต่อยตีมันบ้าง ถ้าให้พวกมันลงมือก่อน
อาจหมดโอกาสตอบโต้(นี่เป็นความคิดของผมจริง ๆ ในขณะนั้น ผมยังนึกถึงอยู่เลยว่าเด็กแค่ 11 ขวบ คิดแบบนั้นได้อย่างไรมันเหมือนความคิดของพวกนักเลงที่รู้ในชั้นเชิงการต่อสู้ดี รู้ว่าควรลงมือในจังหวะ
ที่ได้เปรียบ ซึ่งผมได้นำมาใช้ในการป้องกันตนเองจนเท่าทุกวันนี้ ถ้าคิดว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเรื่องได้
ก็จงเป็น ผู้ลงมือก่อนจะได้ไม่เสียเปรียบ) ไอ้ตุ๊ต๊ะก็ยื่นนิ้วก้อยออกมาพร้อมพูดว่า
“เราขอเป็นเพื่อนนายวะ”
“เราด้วย…”
เพื่อนที่มากับมันพูดพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยให้ผม นึกว่าจะมีการบู๊เกิดขึ้นกลับได้เพื่อนใหม่ 2 คน
ชื่อ ไอ้ตุ๊ต๊ะ กับ ไอ้เฒ่าซึ่งเพื่อนใหม่ของผมสองคนรวมทั้งตัวผม มีเหตุให้ต้องสร้างวีรเวรกับรุ่นพี่ชั้น ป.7 ในอนาคต………..
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผมสอบถามมันจึงรู้ว่า พี่เขยของไอ้ตุ๊ต๊ะบอกให้เลิกแล้วต่อกัน
และให้คบกับผมเป็นเพื่อน พี่เขยมันชื่อ เฮียเลี้ยง เป็นเสมียนในโรงเลื่อย… ลูกน้องของพ่อผมนี่เอง
ในความซื่อสัตย์ของพ่อผม
บริเวณโดยรอบโรงเลื่อย จะมีบ้านพักคนงาน ซึ่งจะมีอยู่ 3 ที่ คือ บริเวณด้านหน้าโรงเลื่อย
ด้านข้างของโรงเลื่อยและในรั้วโรงเลื่อย ผมมีพี่น้อง 5 คน พวกเราย้ายมาเข้าโรงเรียนที่นี่กันหมดทุกคน
ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนกุฉินารายณ์อยู่ชั้น ป.5 อยู่ห่างจากโรงเลื่อย 2 กิโลเมตร
ที่โรงเรียนจะมีแท๊งก์น้ำที่ทำจากเหล็กมีก็อกน้ำทองเหลือง เวลาจะกินต้องใช้มือรองน้ำ
แล้วก้มตัวลงดื่มกิน วางเป็นจุดๆ ให้นักเรียนได้ใช้ดื่มกิน ขณะที่ผมกำลังใช้มือรองน้ำดื่มกินเพื่อดับกระหาย ผมก็ถูกเบียดจากนักเรียนคนหนึ่ง รูปร่างอ้วน คอตัน รู้แต่ชื่อเล่นว่า ตุ๊ต๊ะ
“เฮ้ย… รอคิวหน่อยซิวะ..!” ผมตะโกนใส่มันด้วยความไม่พอใจ
เห็นมันแหงะหน้าขึ้นมามองผมนิดหนึ่ง แล้วก็ก้มหน้าดื่มน้ำต่อไปแบบไม่สนใจผม ฉุนกึกมือไวกว่าใจ ตบลงไปที่คอตันๆ มันร้องจ๊ากสุดเสียง เงยหน้าขึ้นมา่เลือดไหลออกจากแผลแตกใต้ขอบตาซ้าย (หน้ามันทิ่มกับก็อกทองเหลืองจนขอบตาล่างแตกยังเห็นรอยแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้)
ผมตกใจตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกนึกไม่ถึงว่า เรื่องจะรุนแรงถึงขนาดนี้ แค่อารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ
ที่ถูกเอาเปรียบถึงกับทำให้ มีเหตุการณ์เลือดตกยางออก
ผมถูกคุณครูวชิระ(นักเรียนเรียกครูหนวดหิน) ครูฝ่ายปกครองเฆี่ยนไป 3 ที เพื่อน ๆ ในห้องบอกว่า
พ่อมันเป็นทหาร(สัสดี)ระวังจะมาเอาเรื่อง ผมก็กลัวตามประสาเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน แต่งชุดนักเรียน
ออกจากบ้านไปนั่งเล่นในป่าละเมาะคนเดียว
3-4 วันหาเก็บลูกต้อยติ่งในป่ากิน พอบ่าย 3 โมง ก็กลับทำทีเป็นว่ากลับมาจากโรงเรียน
เย็นวันหนึ่งครูวชิระก็มาหาที่บ้านถามคุณพ่อผมว่าทำไมผมไม่ไปโรงเรียนตั้งหลายวัน
“ก็เห็นมันแต่งตัวออกจากบ้านไปโรงเรียนทุกวันนี่ครับ คุณครู..”
เรียกผมมาสอบถามหาความจริงผมกลัวจนเกือบเยี่ยวราด(ในชีวิตกลัวพ่อที่สุด)วันนี้ต้องเจ็บตัวแน่ๆ
ไหนจะมีเรื่องชกต่อยแถมยังขาดโรงเรียนต้องขอขอบคุณ คุณครูวชิระที่ขอร้องไม่ให้พ่อลงโทษผม
“เฮียไม่ต้องตีเด็กนะ ผมลงโทษมันแล้ว ส่วนเรื่องผู้ปกครองเด็กที่เจ็บพอเขารู้ว่าเป็นลูกของเฮีย เขาก็ไม่เอาเรื่องราวอะไร”
หลังจากนั้นผมก็ไปโรงเรียนตามปกติ เลิกเรียนของวันหนึ่งผมเดินออกโรงเรียนทางประตูทิศตะวันออก
เห็นเด็กนักเรียน 2 คน ยืนดักที่หน้าประตูหนึ่งในนั้นเป็น ไอ้ตุ๊ต๊ะ ผ้าก็อตยังติดที่ตามันอยู่เลย ผมรู้ในนาทีนั้นว่าจะต้องเกิดเรื่องแน่ ๆ จะหันหลังกลับก็อายกลัวมันจะหาว่าขี้ขลาด แข็งใจเดินหน้าต่อไป ยิ่งเดินเข้าใกล้มันผมระวังตัวเต็มที่ กำลังสองจิตสองใจว่าจะเล่นงานมันก่อนดีไหมเพราะมันมาตั้งสองคน คงสู้มันไม่ได้ เล่นงานมันก่อนถึงจะแพ้แต่ก็ยังได้ต่อยตีมันบ้าง ถ้าให้พวกมันลงมือก่อน
อาจหมดโอกาสตอบโต้(นี่เป็นความคิดของผมจริง ๆ ในขณะนั้น ผมยังนึกถึงอยู่เลยว่าเด็กแค่ 11 ขวบ คิดแบบนั้นได้อย่างไรมันเหมือนความคิดของพวกนักเลงที่รู้ในชั้นเชิงการต่อสู้ดี รู้ว่าควรลงมือในจังหวะ
ที่ได้เปรียบ ซึ่งผมได้นำมาใช้ในการป้องกันตนเองจนเท่าทุกวันนี้ ถ้าคิดว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเรื่องได้
ก็จงเป็น ผู้ลงมือก่อนจะได้ไม่เสียเปรียบ) ไอ้ตุ๊ต๊ะก็ยื่นนิ้วก้อยออกมาพร้อมพูดว่า
“เราขอเป็นเพื่อนนายวะ”
“เราด้วย…”
เพื่อนที่มากับมันพูดพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยให้ผม นึกว่าจะมีการบู๊เกิดขึ้นกลับได้เพื่อนใหม่ 2 คน
ชื่อ ไอ้ตุ๊ต๊ะ กับ ไอ้เฒ่าซึ่งเพื่อนใหม่ของผมสองคนรวมทั้งตัวผม มีเหตุให้ต้องสร้างวีรเวรกับรุ่นพี่ชั้น ป.7 ในอนาคต………..
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผมสอบถามมันจึงรู้ว่า พี่เขยของไอ้ตุ๊ต๊ะบอกให้เลิกแล้วต่อกัน
และให้คบกับผมเป็นเพื่อน พี่เขยมันชื่อ เฮียเลี้ยง เป็นเสมียนในโรงเลื่อย… ลูกน้องของพ่อผมนี่เอง