ผมได้เงินไปกินขนมที่โรงเรียนวันละ 5 บาทในขณะที่เพื่อนบางคน ได้เพียง 1 บาท และหลายคน
ไม่มีเงินไปกินขนมโรงเรียน นักเรียนในยุคนั้นจะห่อข้าวไปกินที่โรงเรียนทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผม ซึ่งจะเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่ อาหารดีๆ ทุกวัน แต่ผมไม่ได้ชอบกินอาหารเหล่านี้หรอกครับ ผมชอบกินข้าวเหนียว
จิ้มกับแจ่วบองที่เพื่อนห่อมามากกว่า
    แต่ละวันตอนเช้าผมจะไปที่กงสี(ที่ทำการของโรงเลื่อย) ที่นั่นจะมีอาหารให้ผมเลือกมากมาย เพราะต้องทำอาหารเลี้ยงพนักงานในกงสี ปินโตของผมมีขนาดใหญ่เถา 4 ใบ ใส่แต่กับข้าวเต็มไปหมด
ผมไม่ใส่ข้าวจ้าวไปเพราะผมจะไปกินข้าวเหนียว กับแจ่วบองของเพื่อน และเพื่อนผมก็ไม่กินข้าวจ้าว
 
    อาแป๊ะที่เป็นพ่อครัวถามว่า

    “อาตี๋ลื้อจะเอากับข้าวไปทำไมเยอะแยะ ลื้อกินหมดเหรอท้องเล็กนิดเดียว..?”

    “อั๊วะจะเอาไปเผื่อเพื่อนที่โรงเรียนครับอาแป๊ะ เพื่อนอั๊วะมีเยอะ”

    “ดีแล้ว เอาไปเยอะ ๆ ที่กงสีนี่ถ้าไม่พอเดี๋ยวอั๊วะทำใหม่ได้”

    ตอนเที่ยงเราจะล้อมวงกินข้าวกัน ผมจะให้เงินเพื่อนไปซื้อก๊วยเตี๋ยวมา 3-4 ชาม 2 บาท
(ชามละ 50 สตางค์) เพื่อซดแทนน้ำแกงพวกเรากินอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย ผมว่าเป็นความสุข
ที่สุดในชีวิตก็ว่าได้
    ผมและเพื่อน ๆ ก็ปฏิบัติแบบนี้ทุกๆ ครั้ง และแล้วเรื่องก็เกิดขึ้นจนได้ ระฆังดังส่งสัญญาณว่าพักเที่ยง
พวกเราก็มารวมตัวกันที่เดิม แต่ปรากฏว่ามีคนจับจองสถานที่ที่พวกเราเคยนั่งล้อมวงกินข้าวแล้ว
โดยนักเรียนอีกห้องหนึ่งมีหัวโจก คือ ไอ้พงษ์ มันเป็นลูกเจ๊กในตลาด ถึงแม้ครอบครัวผมจะมีเชื้อสายจีน
แต่อยู่นอกตัวอำเภอ 6 กิโลเมตร มักจะถูกเรียกว่า พวกโรงเลื่อยหรือเจ๊กโรงเลื่อย ชาวจีนส่วนใหญ่
เป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองจะถูกเรียกว่า เจ๊กตลาด ผมและเพื่อนเดินเลี่ยงกลุ่มพวกมันเพื่อไปหาที่กินข้าวใหม่ ได้ยินเสียงไอ้พงษ์พูดเสียงดังว่า

    “ไอ้ลูกเจ๊กขบถ”

    ผมรู้ว่ามันพูดใส่ผมเพราะในกลุ่มเพื่อนมีผมเป็นลูกเจ๊กเพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นคนอีสานลูกหลาน
คนในโรงงานและเพื่อนที่เป็นชาวภูไทซึ่งมาจากบ้านหนองห้าง บ้านกุดหว้า บ้านแจนแลน ผมตอบโต้กลับไป

    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย”

    “ทำไมนายไม่มากินข้าวกับเราซึ่งเป็นลูกเจ๊กด้วยกัน ดันไปกินข้าวกับไอ้พวกลาวนั้น”

    กลุ่มเพื่อนของมันเป็นลูกพ่อค้าในตลาดที่มีฐานะดีและลูกข้าราชการ

    “นายมันลูกเจ๊กตลาด เรามันลูกเจ๊กโรงเลื่อยก็ต้องกินข้าวกับเพื่อนที่อยู่โรงเลื่อยด้วยกันซิวะ”

    “เฮ้ย…..กินข้าวกันเถอะอย่ามีเรื่องกันเลย”

    ไอ้เฒ่าเดินมาจูงมือผมให้ไปนั่งในกลุ่มเพื่อนซึ่งกำลังตั้งวงกินข้าว ห่างจากกลุ่มของไอ้พงษ์ประมาณ 20 เมตร  ผมกำลังนั่งลงเพื่อจะเปิปข้าวเหนียวกับแจ่วบองก็ได้ยินเสียงของไอ้บรรลือ กับไอ้ธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ไปซื้อก๊วยเตี๋ยวส่งเสียงมาแต่ไกล

    “มาแล้วครับ ก๊วยเตี๋ยวอร่อย…อร่อย….กำลังร้อน..ร้อน..จ้า…”

    ไอ้บรรลือชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าตรงหน้ามันไม่ใช่ พวกผม ทางนี้โว๊ย….เพื่อนในกลุ่มผมตะโกนเรียก มันหันมามองและกำลังเดินอ้อมกลุ่มของไอ้พงษ์มา ทันใดนั้นมันก็หัวคะมำชามก๊วยเตี๋ยวหลุดลอยออกจากมือ ร่วงลงพื้นทั้ง 2 ชาม ไอ้บรรลือร้องไห้เสียงดังลั่น หน้าเปื้อนดินปากตุ่ยเท่าลูกพุทราเลือดออกซิบ ๆ

    “ไอ้พงษ์มันขัดขากู กูจะฟ้องคุณครูให้ตีพวกมึง”

    ว่าพลางก็ปัดฝุ่นออกจากตัว เตรียมเดินไปห้องพักครู

    “มึงฟ้องยังไงจ้างให้ครูก็ไม่ตีกูหรอก เพราะเตี่ยกูรวย”

    ไอ้พงษ์ตะโกนท้าทาย ไอ้บรรลือหยุดชะงักเหมือนจะเชื่อตามที่มันพูด

    “งั้นมึงก็กินไอ้นี่ก็แล้วกัน”

    ไอ้ธรรมนูญ  สาดก๊วยเตี๋ยวที่ถือมาทั้ง 2 ชามใส่ไอ้พงษ์ มันร้องจ๊ากสุดเสียงด้วยความร้อน แต่ก็ยังกระโดดตะปบที่คอไอ้ธรรมนูญไว้แน่นปากก็ร้องว่า

    “มึงตาย …มึงตาย”


    มันบีบคอไอ้นูญสุดแรงเกิด ไอ้นูญตาเหลือกหายใจดังคร่อกๆ เหมือนจะขาดใจตาย  ผมกับไอ้เฒ่า
รีบกระโดดเข้าไปแกะมือไอ้พงษ์ ได้ยินเสียงไอ้พงษ์คำรามพร้อมซู๊ดปากด้วยความร้อนตลอดเวลา ออกแรงขนาดไหนก็แกะมือมันไม่ออก มันตัวใหญ่กว่าไอ้ตุ๊ต๊ะเกือบเท่าตัว เป็นนักเรียนตัวใหญ่ที่สุด
ในโรงเรียนใหญ่กว่ารุ่นพี่ ชั้น ป.7 อีกจึงมีเรี่ยวแรงมหาศาล ผมตัดสินใจชกไปที่เบ้าตามัน 2 ที ได้ผลครับมันปล่อยมือออกจากไอ้นูญแล้วหันไปคว้าคอผมแทน

    “มึงตายไอ้เจ๊กขบถ เสือกต่อยตากู”

    มันคำรามพร้อมทั้งบีบคอผมแน่น แรงบีบมีเพิ่มมากขึ้นทุกที (มันหายร้อนแล้วจึงไม่ต้อง
แบ่งพลังไปบรรเทาความร้อน  ใช้พลังจัดการกับผมเต็มที่)

    ผมหน้ามืดหายใจไม่ออกมองอะไรไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงเพื่อนๆ เรียกให้คุณครูมาช่วย คิดอยู่ในใจว่า
ผมคงตายด้วยน้ำมือไอ้พงษ์แน่ ๆ ก่อนจะหมดลมหายใจผมก็ได้ยินเสียงดัง
    
    เพล้ง… เพล้ง...

    ไอ้พงษ์หัวทิ่มเลือดสาดกระจาย ร่างร่วงลงไปกองบนพื้น มันรีบลุกขึ้นมา พอมองเห็นเลือดของตัวเอง
มันก็กลับลงไปทรุดนั่งเช่นเดิม ร้องไห้เสียงดังอย่างกับควายถูกเชือด

    “แหง่……แหง่…... กูจะฟ้องเตี่ยกูให้มาฆ่าพวกมึง”

    ไอ้บรรลือสำเร็จโทษมันเองครับ ด้วยชามตราไก่ใส่ก๊วยเตี๋ยวที่ไอ้พงษ์แกล้งเอาขาขัด
จนไอ้บรรลือล้มก๊วยเตึ๋ยวหกเรี่ยราด มันบอกผมว่ามันฟาดสุดแรงเกิด เพราะกลัวไอ้พงษ์ไม่ปล่อยมือจากผม
จนชามแตกกระจาย
    พวกเราถูกคุณครูวชิระตีกันถ้วนหน้าแถมไม่ได้กินข้าวเที่ยงเพราะสุนัขรับประทานแทนพวกเราจนหมด
โทษฐานมัวแต่ทะเลาะกัน ผมว่าไอ้พงษ์มันคงเสียใจแน่ๆ ที่ขู่ไอ้บรรลือว่าครูไม่ตีมันหรอก
เพราะเตี่ยมันรวย ไม่งั้นมันคงมีแค่รอยไม้เรียว 2-3 รอย ไม่ต้องหัวแตกแบบนี้

    อาจกล่าวได้ว่าไอ้พงษ์ต้องหัวแตกเพราะความรวยของพ่อมันนั่นเอง….

ด้านหลังโรงเรียนเป็นป่าเนื้อที่ประมาณ 50-60 ไร่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดแต่ละต้นสูงใหญ่ ใบปกคลุมไม่ให้แดดส่องลงพื้นดินทำให้มีหญ้าขึ้นประปราย เป็นสถานที่ประลองกำลังระหว่างพักเที่ยง
ของเด็กผู้ชาย เรามักจะแบ่งฝ่ายกันเล่นคาราเต้ ซึ่งก็เล่นกันแบบเต็มที่ยั้งมือนิดหน่อย ทำให้เห็นรอยรองเท้า
นักเรียน รอยฝ่ามือติดตามเสื้อของแต่ละคน ขณะที่ผมกำลังหลบซ่อนฝ่ายตรงข้ามอยู่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ พวกมันไม่รู้หายหัวไปไหนหมด  จึงเดินออกจากที่หลบซ่อนเห็นพวกเพื่อนที่เล่นคาราเต้ล้อมวงอยู่ใต้ถุน
บ้านภารโรง ได้ยินแต่เสียง

    สู้... สู้... สู้...

    ไอ้พวกเวรเลิกเล่นก็ไม่บอก ผมเดินเข้าไปยังกลุ่มพวกมัน เห็นรุ่นพี่ชั้น ป.7 ประมาณ 3-4 คน พากันยืนล้อมไอ้ตุ๊ต๊ะ หนึ่ง ในจำนวนนั้นกำลังเอามือตบไปที่หัวของไอ้ตุ๊ตะไปมาตลอดเวลาปากก็พูดว่า

    “มึงสู้กูซิวะ”

    “ผมไม่สู้พี่หรอกครับพี่อยู่ชั้น ป.7 ผมอยู่แค่ชั้น ป.5″

    ไอ้ตุ๊ตะอ้อนวอนไม่ขอมีเรื่อง(เด็กสมัยนั้นมักจะกลัวศักดิ์ศรีกันตามระดับชั้นที่เรียน แต่ไม่ใช่ผม)
ผมรีบวิ่งเพื่อจะเข้าไปช่วยเพื่อน ขณะที่ผมยังวิ่งเข้าไปไม่ถึง รุ่นพี่ชั้น ป.7 คนนั้นก็ประกาศศักดาตะโกน
ไปทางกลุ่มเพื่อนของผมที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆว่า

    “เฮ้ย…พวกมึงอยู่เฉยทำไมเข้ามาช่วยมันหน่อยซิ”

    ผมวิ่งไปถึงพอดีปัดมือรุ่นพี่ ป.7 ออกจากหัวไอ้ตุ๊ต๊ะเห็นมันก้มหน้าหัวหูแดงเถือกไปหมด

    “พี่พอเถอะครับอย่ามีเรื่องกันเลย”

    ผมยืนขวางระหว่างรุ่นพี่คนนั้นกับไอ้ตุ๊ต๊ะ รุ่นพี่คนนั้นยืนจ้องหน้าผม หัวผมสูงแค่ปลายคางของมัน กลัวก็กลัวแต่ก็แข็งใจมองหน้ามันไม่ยอมหลบ  มันยืนจ้องหน้าผมแล้วถามว่า

    “มึงเป็นใครวะ..?”

    “ผมเป็นเพื่อนมันครับ”

    ผมพยายามพูดดีด้วย  เพื่อให้เหตุการณ์มันจบลงอย่างสันติ

    “มึงหลีกไปกูไม่ได้มีเรื่องกับมึง”

    “ก็พี่บอกให้ผมเข้ามาช่วยมันผมก็มาแล้วไง”

    “กูไม่ได้หมายถึงมึงแต่กูหมายถึงไอ้พวกนั้น”

    พลางชี้มือไปยังกลุ่มเพื่อนของผมที่ล้อมวงยืนดูอยู่ห่างๆ

    “มึงจะหลีกหรือไม่หลีก ไอ้นี่วอนเจ็บตัวซะแล้ว”

    พลางเงื้อมือขึ้นจะตบหน้าผม มือยังไม่ถึงหน้าผมมันก็หงายหลังนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นเอามือกุมปาก ผมต่อยตั้งแต่มันเงื้อมือขึ้นแล้วครับ  มันนั่งร้องไห้แหกปากให้เพื่อน 3-4 คนของมันรุมกระทืบผม เราต่อสู้กันชุลมุนไม่รู้ใครเป็นใคร รุ่นพี่เหล่านั้นเจ็บตัวสะบักสะบอม ก็มันมีแค่ 4 พวกผมมีตั้ง 20-30 คน
(ไอ้พวกเพื่อนขี้ขลาดถือโอกาสร่วมผสมโรงด้วย) พวกเราถูกครูวชิระตียกห้อง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิด
ความสามัคคีในหมู่เพื่อนผม อย่างเหนียวแน่นทำให้รุ่นพี่ไม่กล้ามาราวีอีก  
    จนเท่าทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้ตุ๊ต๊ะไปมีเรื่องกับรุ่นพี่เหล่านั้นได้อย่างไรภายหลังไอ้ตุ๊ต๊ะไปเป็นตำรวจ 191 ในกรุงเทพฯ เวลากลับมาบ้านชอบชวนผมไปนั่งเป็นเพื่อนดูมันกินเหล้า ตัวมันใหญ่อย่างกับหมีควาย
สูงเกือบ 180 เซ็นติเมตร เวลาเมาชอบคุยเสียงดัง ชอบโอ้อวด ผมต้องคอยเตือนมันอยู่ตลอดเวลา
กลัวโต๊ะข้างๆ เขม่นเอา

    “มึงก็รู้กูไม่เคยกลัวใคร ไม่ว่าหน้าไหนถ้าแหยมเข้ามาเป็นต้องเจอดีแน่”

    มันคุยอวดเก่งให้ผมฟัง  สักพักเหมือนมันนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดกับผมด้วยเสียงเบาๆว่า

    “แต่กูกลัวชั้น ป.7 วะ”

    พูดแล้วมันก็หัวเราะพอใจ

    “แต่ที่กูกลัวที่สุดคือ มึง…กูกลัวใจของมึงวะ…นี่เวลากูส่องกระจกเห็นรอยแผลเป็นที่ตากูทีไร ทำให้กูนึกถึงแต่มึงขึ้นมาทันที”

    “อ๋อ…มึงนึกถึงรอยแผลเป็นที่กูฝากไว้เลยคิดอยากจะเอาคืนใช่ไหม”

    “เฮ้ย…ไม่ใช่อย่างนั้น..! อย่าเข้าใจผิด แผลเป็นอันนี้ทำให้กูได้เพื่อนที่ดีอย่างมึงต่างหาก”

    ปัจจุบันหลังจากมีเรื่องต่อยปากสารวัตรจนถูกไล่ออกจากตำรวจ มันก็ไปบวชเป็นพระที่ปฏิบัติธรรม
อย่างเคร่งครัด มีลูกศิษย์ให้ความเคารพกราบไหว้มากมาย  สาธุ ขออย่าได้ลาสิกขาออกมาอีกเลย..!
พ่อผมเป็นหลงจู๊(ผู้จัดการโรงเลื่อย)อพยพครอบครัวมาทำงานโรงเลื่อยที่ อำเภอกุฉินารายณ์   จังหวัดกาฬสินธุ์ การบริหารงานในโรงเลื่อยจะแบ่งออกเป็นสองส่วน  คือ 1  ส่วนที่เป็นโรงงานทำการผลิต 2 ส่วนที่เป็นสำนักงาน(กงสี) สำหรับให้ลูกค้ามาติดต่อ  มีผู้จัดการ รองผู้จัดการ เสมียน ฝ่ายการเงิน  การบัญชี เหมือนห้างร้านบริษัทโดยทั่วไป พ่อผมเป็นแค่ผู้จัดการเจ้าของเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทย  เจ้าของโรงเรียนปานะพันธุ์ นานๆ จึงจะมาดูโรงงานปล่อยให้พ่อผมเป็นคนดูแลจัดการในทุกเรื่องเพราะเชื่อใจ
ในความซื่อสัตย์ของพ่อผม

    บริเวณโดยรอบโรงเลื่อย จะมีบ้านพักคนงาน ซึ่งจะมีอยู่ 3 ที่ คือ บริเวณด้านหน้าโรงเลื่อย
ด้านข้างของโรงเลื่อยและในรั้วโรงเลื่อย ผมมีพี่น้อง 5 คน  พวกเราย้ายมาเข้าโรงเรียนที่นี่กันหมดทุกคน
ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนกุฉินารายณ์อยู่ชั้น ป.5 อยู่ห่างจากโรงเลื่อย 2 กิโลเมตร
    
    ที่โรงเรียนจะมีแท๊งก์น้ำที่ทำจากเหล็กมีก็อกน้ำทองเหลือง เวลาจะกินต้องใช้มือรองน้ำ
แล้วก้มตัวลงดื่มกิน วางเป็นจุดๆ ให้นักเรียนได้ใช้ดื่มกิน ขณะที่ผมกำลังใช้มือรองน้ำดื่มกินเพื่อดับกระหาย ผมก็ถูกเบียดจากนักเรียนคนหนึ่ง รูปร่างอ้วน คอตัน รู้แต่ชื่อเล่นว่า ตุ๊ต๊ะ

    “เฮ้ย… รอคิวหน่อยซิวะ..!” ผมตะโกนใส่มันด้วยความไม่พอใจ

    เห็นมันแหงะหน้าขึ้นมามองผมนิดหนึ่ง แล้วก็ก้มหน้าดื่มน้ำต่อไปแบบไม่สนใจผม  ฉุนกึกมือไวกว่าใจ ตบลงไปที่คอตันๆ มันร้องจ๊ากสุดเสียง เงยหน้าขึ้นมา่เลือดไหลออกจากแผลแตกใต้ขอบตาซ้าย (หน้ามันทิ่มกับก็อกทองเหลืองจนขอบตาล่างแตกยังเห็นรอยแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้)   
    ผมตกใจตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกนึกไม่ถึงว่า เรื่องจะรุนแรงถึงขนาดนี้ แค่อารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ
ที่ถูกเอาเปรียบถึงกับทำให้ มีเหตุการณ์เลือดตกยางออก
    ผมถูกคุณครูวชิระ(นักเรียนเรียกครูหนวดหิน) ครูฝ่ายปกครองเฆี่ยนไป 3 ที เพื่อน ๆ ในห้องบอกว่า
พ่อมันเป็นทหาร(สัสดี)ระวังจะมาเอาเรื่อง ผมก็กลัวตามประสาเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน แต่งชุดนักเรียน
ออกจากบ้านไปนั่งเล่นในป่าละเมาะคนเดียว
    3-4 วันหาเก็บลูกต้อยติ่งในป่ากิน พอบ่าย 3 โมง ก็กลับทำทีเป็นว่ากลับมาจากโรงเรียน
    เย็นวันหนึ่งครูวชิระก็มาหาที่บ้านถามคุณพ่อผมว่าทำไมผมไม่ไปโรงเรียนตั้งหลายวัน

    “ก็เห็นมันแต่งตัวออกจากบ้านไปโรงเรียนทุกวันนี่ครับ คุณครู..”

    เรียกผมมาสอบถามหาความจริงผมกลัวจนเกือบเยี่ยวราด(ในชีวิตกลัวพ่อที่สุด)วันนี้ต้องเจ็บตัวแน่ๆ
ไหนจะมีเรื่องชกต่อยแถมยังขาดโรงเรียนต้องขอขอบคุณ คุณครูวชิระที่ขอร้องไม่ให้พ่อลงโทษผม

    “เฮียไม่ต้องตีเด็กนะ ผมลงโทษมันแล้ว ส่วนเรื่องผู้ปกครองเด็กที่เจ็บพอเขารู้ว่าเป็นลูกของเฮีย เขาก็ไม่เอาเรื่องราวอะไร”

    หลังจากนั้นผมก็ไปโรงเรียนตามปกติ เลิกเรียนของวันหนึ่งผมเดินออกโรงเรียนทางประตูทิศตะวันออก
เห็นเด็กนักเรียน 2 คน ยืนดักที่หน้าประตูหนึ่งในนั้นเป็น ไอ้ตุ๊ต๊ะ ผ้าก็อตยังติดที่ตามันอยู่เลย ผมรู้ในนาทีนั้นว่าจะต้องเกิดเรื่องแน่ ๆ จะหันหลังกลับก็อายกลัวมันจะหาว่าขี้ขลาด แข็งใจเดินหน้าต่อไป ยิ่งเดินเข้าใกล้มันผมระวังตัวเต็มที่ กำลังสองจิตสองใจว่าจะเล่นงานมันก่อนดีไหมเพราะมันมาตั้งสองคน คงสู้มันไม่ได้ เล่นงานมันก่อนถึงจะแพ้แต่ก็ยังได้ต่อยตีมันบ้าง ถ้าให้พวกมันลงมือก่อน
อาจหมดโอกาสตอบโต้(นี่เป็นความคิดของผมจริง ๆ ในขณะนั้น ผมยังนึกถึงอยู่เลยว่าเด็กแค่ 11 ขวบ คิดแบบนั้นได้อย่างไรมันเหมือนความคิดของพวกนักเลงที่รู้ในชั้นเชิงการต่อสู้ดี รู้ว่าควรลงมือในจังหวะ
ที่ได้เปรียบ ซึ่งผมได้นำมาใช้ในการป้องกันตนเองจนเท่าทุกวันนี้ ถ้าคิดว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเรื่องได้
ก็จงเป็น ผู้ลงมือก่อนจะได้ไม่เสียเปรียบ) ไอ้ตุ๊ต๊ะก็ยื่นนิ้วก้อยออกมาพร้อมพูดว่า

    “เราขอเป็นเพื่อนนายวะ”

    “เราด้วย…”

    เพื่อนที่มากับมันพูดพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยให้ผม นึกว่าจะมีการบู๊เกิดขึ้นกลับได้เพื่อนใหม่ 2 คน
ชื่อ ไอ้ตุ๊ต๊ะ กับ ไอ้เฒ่าซึ่งเพื่อนใหม่ของผมสองคนรวมทั้งตัวผม มีเหตุให้ต้องสร้างวีรเวรกับรุ่นพี่ชั้น ป.7 ในอนาคต………..
    หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผมสอบถามมันจึงรู้ว่า พี่เขยของไอ้ตุ๊ต๊ะบอกให้เลิกแล้วต่อกัน
และให้คบกับผมเป็นเพื่อน  พี่เขยมันชื่อ เฮียเลี้ยง เป็นเสมียนในโรงเลื่อย… ลูกน้องของพ่อผมนี่เอง

your code here

your code here

your code here

your code here